PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

1 เม.ย. 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 01/04/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. Added barcode search for products/services on the document creation page, allowing users to find items and create documents faster and more conveniently. Suitable for: All package users Highlight: Users can now search for products/services using a barcode directly on the document creation page. This enhancement helps barcode users add items more quickly. The system also updates search suggestions to show available searchable fields. Previously, Search supported only product/service name, product/service code, and description. 2. Introduced a validation system that checks edited or voided transactions from the accounting system before approving tax forms in PEAK TAX, helping reduce errors and improve tax filing accuracy. Suitable for: BASIC package and above using PEAK TAXHighlight: Each time a tax form is created, the system automatically checks and updates transactions that were edited or voided in the accounting system (for users who do not enable automatic data synchronization). This ensures data accuracy before tax form approval. Note: 3. Improved contact creation, enabling users to instantly add contacts when connecting external applications or adding financial channels. Suitable for: All package users Highlight: When connecting external applications (API) or adding bank accounts and e-Wallet channels, the system automatically suggests related contacts to support potential accounting entries such as fees, interest expenses, VAT refunds, or withholding tax records. Note: 4. Added OCR data extraction from PDF files in the Document Library, allowing information to be captured and used for document creation more quickly. Suitable for: BASIC package and above using the Document Library Highlight: OCR capability now supports PDF files. The system reads data from uploaded files and suggests key information such as product details, document number, tax type, amounts, values, and tax rates, along with status indicators—helping reduce manual data entry time. Note:

1 เม.ย. 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 01/04/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. เพิ่มการค้นหาสินค้า/บริการด้วยรหัส Barcode บนหน้าสร้างเอกสาร ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาสินค้าและสร้างเอกสารได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจ Highlight : เพิ่มความสามารถในการค้นหาสินค้า/บริการบนหน้าสร้างเอกสารด้วย “รหัสบาร์โค้ด” ช่วยให้ผู้ใช้งานที่ใช้รหัสบาร์โค้ดสามารถเพิ่มรายการสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมปรับปุ่มคำแนะนำ โดยจะแนะนำข้อมูลที่สามารถใช้ในการค้นหาสินค้า/บริการได้เดิม : ค้นหาได้เฉพาะชื่อสินค้า/บริการ รหัสสินค้า/บริการ และคำบรรยาย  2. เพิ่มระบบตรวจสอบรายการที่ถูกแก้ไขหรือยกเลิกจากระบบบัญชี ก่อนอนุมัติแบบภาษีใน PEAK TAX ช่วยลดข้อผิดพลาด และทำให้การสร้างแบบภาษีมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ BASIC ขึ้นไป ที่ใช้งาน PEAK TAXHighlight : ทุกครั้งที่สร้างแบบภาษีระบบจะตรวจสอบและอัปเดตรายการที่ถูกแก้ไขหรือยกเลิกจากระบบบัญชีให้อัตโนมัติ ในกรณีที่ผู้ใช้งานไม่ได้เปิดใช้งานการดึงข้อมูลอัตโนมัติใน PEAK TAX เพื่อให้ข้อมูลตรงกันก่อนอนุมัติแบบภาษี หมายเหตุ 3. ปรับปรุงการเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อ โดยสามารถเพิ่มผู้ติดต่อได้ทันที เมื่อมีการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันภายนอก หรือเมื่อมีการเพิ่มช่องทางการเงิน ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มผู้ติดต่อได้ทันที เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจ Highlight : เมื่อมีการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันภายนอก(API) หรือเพิ่มช่องทางธนาคารและ e-Wallet ระบบจะแนะนำรายชื่อผู้ติดต่อที่เกี่ยวข้องให้อัตโนมัติ เพื่อรองรับการบันทึกบัญชีที่อาจเกิดขึ้น เช่น การบันทึกค่าธรรมเนียม, การบันทึกดอกเบี้ยจ่าย และการขอคืนภาษีซื้อ (VAT) หรือหัก ณ ที่จ่าย หมายเหตุ 4. เพิ่มการอ่านข้อมูล (OCR) จากไฟล์ PDF ในเมนูคลังเอกสาร ช่วยให้สามารถดึงข้อมูลมาใช้ในการสร้างเอกสารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ BASIC ขึ้นไป ที่ใช้งานคลังเอกสาร Highlight : พัฒนาระบบ  OCR ให้รองรับไฟล์ PDF โดยระบบตรวจสอบข้อมูลจากไฟล์รูปภาพในคลังเอกสารให้สามารถอ่านข้อมูลจากไฟล์ และแนะนำข้อมูลสำคัญ เช่น สินค้า เลขที่เอกสาร ประเภทภาษี จำนวนเงิน มูลค่า และอัตราภาษี พร้อมเพิ่มสัญลักษณ์แสดงสถานะ ช่วยลดเวลาการกรอกข้อมูลเอกสารด้วยตนเอง หมายเหตุ

30 มี.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุปอัตราภาษีป้ายปี 2569 พร้อมกำหนดการยื่นภาษีที่ผู้ประกอบการควรรู้

ธุรกิจจำนวนมากใช้ ป้ายโฆษณา ป้ายหน้าร้าน หรือป้ายชื่อกิจการ เพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างการรับรู้แบรนด์ แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ป้ายเหล่านี้เข้าข่ายต้องเสีย ภาษีป้าย ตามกฎหมาย หากไม่ยื่นภาษี หรือยื่นล่าช้า อาจมีค่าปรับหรือเงินเพิ่มตามมาได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการเข้าใจว่าป้ายแบบไหนต้องเสียภาษี อัตราเท่าไร และต้องยื่นเมื่อไร จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการทุกคน ภาษีป้าย คืออะไร ภาษีป้าย คือ ภาษีที่จัดเก็บจากป้ายที่ใช้แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือโฆษณาสินค้าและบริการ โดยจัดเก็บโดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล หรือ อบต. ไม่ใช่กรมสรรพากร วัตถุประสงค์ของภาษีป้าย ได้แก่ ป้ายแบบไหนต้องเสียภาษีป้าย สรุปง่าย ๆ คือ หากป้ายนั้นมีไว้เพื่อธุรกิจ ส่วนใหญ่จะเข้าข่ายต้องเสียภาษี ป้ายแบบไหนที่ได้รับการยกเว้นภาษีป้าย แม้ว่าป้ายส่วนใหญ่จะต้องเสียภาษี แต่ก็มีบางกรณีที่ป้ายบางประเภทได้รับการยกเว้น เช่น *ทั้งนี้รายละเอียดอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นอีกครั้ง อัตราภาษีป้ายปี 2569 การคำนวณภาษีป้ายจะคิดจาก ขนาดพื้นที่ของป้าย (ตารางเซนติเมตร) โดยมีหลักการคำนวณดังนี้ จากนั้นนำพื้นที่ที่ได้ไปคำนวณตามอัตราภาษีป้าย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะของป้าย (อ้างอิงอัตราภาษีป้ายล่าสุด จนถึงปัจจุบันในปี 2569 ) ประเภทที่ 1 : ป้ายที่มีอักษรไทยล้าน ก. ป้ายที่มีข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนข้อความอื่นได้ 10 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ข. ป้ายทั่วๆไป ไม่มีข้อความเคลื่อนที่หรือ้ลปี่ยนข้อความอื่นได้ 5 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ประเภทที่ 2 : ป้ายไทยปนต่างประเทศ / รูปภาพ / สัญลักษณ์(โดยภาษาไทยต้องอยู่ด้านบน) ก. ป้ายที่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนข้อความเครื่องหมายหรือภาพอื่นได้ 52 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ข. ป้ายทั่วๆไป ที่ไม่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนข้อความเครื่องหมายหรือภาพอื่นได้ 26 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ประเภทที่ 3 : ป้ายไม่มีภาษาไทย / ไทยอยู่ต่ำกว่าต่างประเทศ ก. ป้ายที่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนข้อความเครื่องหมายหรือภาพอื่นได้ 52 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ข. ป้ายทั่วๆไป ที่ไม่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนข้อความเครื่องหมายหรือภาพอื่นได้ 50 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้ กำหนดการยื่นภาษีป้าย ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายตามช่วงเวลาที่กำหนด คือ ยื่นภายในเดือนมีนาคมของทุกปี หรือหากติดป้ายใหม่ ต้องยื่นภายใน 15 วันนับจากวันที่ติดตั้ง สามารถติดต่อยื่นได้ที่ หากไม่ยื่นภาษีป้ายจะมีโทษอย่างไร หากพบว่ามีการจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท และยังมีบทลงโทษในกรณีอื่นๆ ดังนี้ ขั้นตอนการ “แจ้งเลิกใช้ป้าย” เมื่อปิดกิจการหรือรื้อถอน หากมีการเลิกใช้ป้าย เช่น ปิดกิจการ หรือรื้อถอนป้าย ควรดำเนินการแจ้งกับหน่วยงานท้องถิ่น ขั้นตอนโดยทั่วไปคือ เพื่อป้องกันการถูกเรียกเก็บภาษีในปีถัดไปโดยไม่จำเป็น การจัดการข้อมูลธุรกิจและภาษีให้เป็นระบบ การจัดการภาษีป้ายให้ถูกต้องเป็นหน้าที่สำคัญที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรมองข้าม เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเรียกเก็บค่าปรับและเงินเพิ่มย้อนหลัง การหมั่นตรวจสอบขนาดประเภทของป้าย และยื่นแบบแสดงรายการตามกำหนดเวลา จะช่วยให้การบริหารจัดการต้นทุนธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากภาษีป้ายแล้ว ในการทำธุรกิจยังมีภาษีอื่น ๆ ด้วยเช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี อาจทำให้ ข้อมูลตกหล่น ยื่นภาษีผิด หรือเสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถช่วยให้การจัดการภาษีและบัญชีเป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น เพื่อให้การจัดการค่าใช้จ่ายและภาษีของธุรกิจคุณครบวงจรยิ่งขึ้น PEAK ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate (OFM) ที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำนักงาน ปริ้นเตอร์ สินค้าไอที หรือเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง เพื่อนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในโปรแกรมบัญชี PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย (FAQs) 1. ป้ายขนาดเล็กต้องเสียภาษีป้ายหรือไม่ บางกรณีอาจได้รับการยกเว้น ขึ้นอยู่กับขนาดและเงื่อนไขของท้องถิ่น 2. ภาษีป้ายต้องยื่นทุกปีหรือไม่ จำเป็นต้องยื่นทุกปี หากยังคงใช้ป้ายอยู่ 3. หากติดป้ายใหม่ระหว่างปีต้องทำอย่างไร ต้องยื่นภาษีภายใน 15 วันนับจากวันที่ติดตั้งป้าย 4. สามารถชำระภาษีป้ายทางออนไลน์ได้หรือไม่ บางพื้นที่รองรับการชำระออนไลน์ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่น 5. ป้าย Digital Screen หรือป้ายไฟวิ่ง ต้องเสียภาษีอย่างไร ถือเป็นป้ายโฆษณาเช่นเดียวกัน และต้องเสียภาษีตามประเภทและขนาดของป้าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

30 มี.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ทำธุรกิจส่วนตัวเสียภาษียังไง? เจ้าของกิจการมือใหม่ต้องรู้

การทำธุรกิจส่วนตัวเสียภาษียังไง? เป็นคำถามยอดฮิตที่เจ้าของกิจการมือใหม่มักสงสัย เพราะเมื่อมีรายได้เข้ามา สิ่งที่ตามมาคือหน้าที่ทางภาษีที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นมีภาษีอะไรที่ต้องเสียบ้าง ทำธุรกิจส่วนตัว ต้องเสียภาษียังไงบ้าง เรื่องภาษีนับว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเจ้าของกิจการ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม โดยภาษีหลักๆ ที่เกี่ยวข้องมีดังนี้: 1. ภาษีเงินได้ ภาษีแรกคือ ภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นภาษีที่คิดจากเงินได้ทั้งหมดในการดำเนินธุรกิจของคุณ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือในนามนิติบุคคลก็ต้องเสียภาษีนี้ แต่จะมีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ภาษีเงินได้ต้องยื่นเมื่อไหร่: ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เงินได้สุทธิ / กำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 0 – 150,000 ได้รับการยกเว้น ได้รับการยกเว้น 150,001 – 300,000 5% ได้รับการยกเว้น 300,001 – 500,000 10% 15% 500,001 – 750,000 15% 15% 750,001 – 1,000,000 20% 15% 1,000,001 – 2,000,000 25% 20% 2,000,001 – 3,000,000 30% 20% 3,000,001 – 5,000,000 30% 20% เกิน 5,000,000 ขึ้นไป 35% 20% 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับธุรกิจที่จด VAT แล้ว จะต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กรมสรรพากรทุกเดือน ซึ่งภาษีนี้ไม่ใช่ภาษีที่ธุรกิจออกเอง แต่เป็นการเก็บจากลูกค้าเพิ่ม 7% ของราคาสินค้าหรือบริการ โดยธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทจำเป็นต้องจด VAT ตามกฎหมาย ภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นเมื่อไหร่: ยื่นภายในวันที่ 15 หรือ 23 ของเดือนถัดไปกรณียื่นออนไลน์ ข้อควรรู้! : ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาก็มีความจำเป็นต้องจด VAT หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท 3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีที่กิจการต้องหักออกจากค่าบริการเพื่อนำส่งสรรพากร โดยการให้บริการแต่ละประเภทจะมีอัตราภาษีที่ต้องหักแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และสถานะของผู้ให้บริการ เช่น บริษัท A จ้าง นาย B รีวิวสินค้า ถือค่าจ้างอาชีพอิสระ หมายความว่า บริษัท A ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้าง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายยื่นเมื่อไหร่: ยื่นภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไปกรณียื่นออนไลน์ 4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกเหนือจากการทำธุรกิจทั่วไป จะมีธุรกิจบางประเภทที่ต้องเสียภาษีที่เรียกว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งไม่ว่าคุณจะประกอบกิจการในนามใดก็ตาม หากธุรกิจเข้าข่ายประเภทนี้ก็ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนี้ด้วย โดยมีทั้งหมด 8 ประเภท ประเภทธุรกิจ อัตราภาษี ธุรกิจธนาคาร (รวมไปถึงการให้กู้ยืมเงิน) 3% ธุรกิจประกันชีวิต 3% ธุรกิจรับจำนำ 2.5% ธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์ 0.1% ธุรกิจขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ 0.1% ธุรกิจการซื้อและขายคืนหลักทรัพย์ 3% ธุรกิจแฟ็กเตอริง (บริการทางการเงินช่วยเพิ่มสภาพคล่อง) 3% การประกอบกิจการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 469 0.01% ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวในนามบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษียังไง สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจค้าขาย เปิดร้านค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ หรือมีรายได้มากกว่า 1 ทาง จะต้องยื่นภาษีแตกต่างจากบุคคลธรรมดาที่มีเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องมีการยื่นดังนี้ ธุรกิจต้องจด VAT เมื่อไหร่ การจด VAT เป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญ หากธุรกิจของเราไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เมื่อถึงเกณฑ์กำหนดจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร และเกี่ยวกับธุรกิจอย่างไร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือ ภาษีที่จัดเก็บล่วงหน้าเมื่อมีการจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง โดยผู้จ่ายต้องเป็นคนหักออกจากค่าจ้าง โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทเงินได้ กรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย : ธุรกิจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายเงินค่าจ้างในประเภทที่ตรงกับเงื่อนไขของกรมสรรพากร และยอดรวมเกิน 1,000 บาท โดยให้หักออกจากยอดรวมก่อนบวก VAT อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อย ประเภทเงินได้ อัตราภาษี เงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า ค่าจ้างฟรีแลนซ์ หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า ค่าจ้างรีวิวสินค้าลงบนช่องทางของอินฟลูเอนเซอร์เอง 2.00% ค่าส่งของบริษัทเอกชน 1.00% วิธีนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องนำส่งทุกเดือนด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 (กรณีจ้างบุคคลธรรมดา) หรือ ภ.ง.ด.53 (กรณีจ้างนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป โดยสามารถยื่นได้ทั้งแบบออนไลน์ผ่านระบบ e-filling หรือสามารถเดินทางไปยื่นได้ด้วยตัวเองสำนักงานสรรพากรในพื้นที่ เจ้าของธุรกิจต้องยื่นภาษีอะไรบ้างในแต่ละปี สรุปอีกครั้งว่ามีแบบภาษีอะไรบ้างที่เจ้าของกิจการต้องยื่นในแต่ละปี โดยจะไม่รวมแบบภาษีรายเดือน ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ภาษีที่ยื่นเมื่อรายได้รวมครึ่งปีตั้งแต่เดือน มกราคม – มิถุนายน ของเราที่อยู่ในประเภท 40(5) – 40(8) มีรายได้รวมเกิน 60,000 บาท (โสด) และ 120,000 บาท (สมรส) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรายได้จากการทำธุรกิจค้าขาย ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกรกฎาคม – กันยายน ของปีภาษีนั้น ๆ  ภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90 / 91) สำหรับภาษีประจำปียื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับเงินได้ทุกประเภท ส่วนใหญ่จะเป็นฟรีแลนซ์ที่มีงานเสริมนอกเหนือจากงานประจำอย่างเดียว และ ภ.ง.ด.91 ที่เป็นแบบรวมเงินได้เฉพาะเงินเดือนงานประจำเท่านั้น โดยต้องยื่นภายในเดือน มกราคม – มีนาคม ของปีถัดไป ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 / 51) ใครจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วต้องยื่นภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.50 ภาษีรวมสิ้นปี และ ภ.ง.ด.51 ภาษีครึ่งปี วิธีจัดการภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การจัดการภาษีเป็นสิ่งที่สามารถวางแผนล่วงหน้าเพื่อวางระบบให้ดี เพื่อการจัดการที่ง่ายขึ้น ป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เราขอแนะนำให้ธุรกิจควรเริ่มต้นวางรากฐานที่ดีตั้งแต่ช่วงแรกของการทำธุรกิจ แยกบัญชีเงินส่วนตัวกับธุรกิจ เริ่มแรกควรแยกบัญชีเงินส่วนตัวกับบัญชีของธุรกิจ เพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวกระแสเงินสดจริง ๆ ของธุรกิจ ไม่มีค่าใช้จ่ายเงินส่วนตัวเข้ามาปะปน สามารถคำนวณรายรับ – รายจ่ายของธุรกิจเพื่อคำนวณภาษีได้ถูกต้องมากขึ้น เก็บเอกสารรายรับรายจ่ายให้ครบ เอกสารรายจ่ายใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ถ้ามีการตรวจสอบจากกรมสรรพากรเราก็จะมีหลักฐานครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการข้อมูล การบริหารจัดการภาษีมาพร้อมกับข้อมูลมากมายที่ต้องจัดเก็บ การมีโปรแกรมบัญชีช่วยจัดการข้อมูลไม่ว่าจะเป็นรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจ เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ช่วยให้เรื่องภาษีง่ายยิ่งขึ้น บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้ายนี้ทุกท่านน่าจะได้คำตอบกันแล้วว่าธุรกิจส่วนตัวเสียภาษียังไงบ้าง สามารถนำความรู้นี้ไปใช้สำหรับวางแผนจัดการด้านภาษีให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เพื่อรากฐานที่แข็งแรงต่อการเติบโตในอนาคต PEAK พร้อมเป็นตัวช่วยจัดการภาษีและบัญชีอย่างมืออาชีพ มาพร้อมฟีเจอร์ PEAK Tax ที่ช่วยเตรียมแบบยื่นภาษีออนไลน์ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ PEAK ยังจับมือกับ OfficeMate (OFM) พาร์ทเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยอุปกรณ์สำนักงาน ไอที และเฟอร์นิเจอร์แบบครบวงจร  โดยคุณสามารถเลือกซื้อเก้าอี้สำนักงานเพื่อสุขภาพหรืออุปกรณ์ต่างๆ ผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัยของ OfficeMate และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

11 มี.ค. 2026

PEAK Account

3 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 11/03/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. เพิ่มปุ่ม “คัดลอกลิงก์” ที่ปุ่มส่งเอกสารในหน้าข้อมูลเอกสาร ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถส่งเอกสารให้คู่ค้าได้เร็วยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจที่ส่งเอกสารด้วยการคัดลอกลิงก์ Highlight : ระบบได้เพิ่มตัวเลือก “คัดลอกลิงก์” ที่ปุ่มส่งเอกสารในหน้าข้อมูลเอกสาร เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถส่งลิงก์เอกสารได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดหน้าพิมพ์เอกสาร(Online View) ช่วยลดขั้นตอนการทำงานและทำให้การส่งเอกสารสะดวกรวดเร็วมากขึ้น 2. เพิ่มตัวเลือก “ลืม PIN Code” เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถรีเซ็ตรหัสผ่านได้ด้วยตัวเอง ด้วยการยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD ช่วยลดขั้นตอนในการเปลี่ยน PIN Code กรณีลืมรหัสผ่านได้สะดวกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่เปิดใช้งาน PIN Code แล้วลืมรหัส PIN Code Highlight : เพิ่มช่องทางให้ผู้ใช้งานสามารถกด “ลืม PIN Code” เพื่อเปลี่ยนรหัส PIN Code ได้ด้วยตนเอง โดยเป็นการยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD โดยการสแกน QR Code เพื่อยืนยันตัวตน และเมื่อยืนยันตัวตนแล้วระบบจะพาไปหน้าตั้งรหัสผ่านใหม่ ช่วยลดขั้นตอนในการเปลี่ยน PIN Code กรณีลืมรหัสผ่านได้สะดวกยิ่งขึ้น หมายเหตุ: 3. เพิ่มการแสดงผล “แยก” ในส่วนของข้อมูลที่อยู่ ในแบบ ภ.ง.ด. บน PEAK TAX ช่วยให้ข้อมูลในแบบภาษีครบถ้วนมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งาน PEAK TAX Highlight : ปรับการแสดงผลข้อมูลในแบบ ภ.ง.ด. โดยเพิ่มการแสดงผลข้อมูล “แยก” ในข้อมูลที่อยู่ให้ตรงกับรูปแบบของเอกสารภาษี ช่วยให้การตรวจสอบข้อมูลก่อนยื่นแบบภาษีทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หมายเหตุ: 

11 มี.ค. 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 11/03/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Added a “Copy Link” button directly on the document page to help users share documents with partners more quickly Suitable for: Users on all plans who share documents via link Highlight: A new “Copy Link” option has been added to the Send Document button on the document information page. Users can now copy and share the document link instantly without opening the online View page. This reduces steps and makes document sharing faster and more convenient. 2. Added “Forgot your PIN Code” option for self-service PIN reset via ThaiD verification. Suitable for: Users who have enabled a PIN Code but forgot their PIN Highlight: Users can now select “Forgot PIN Code” to reset their PIN themselves through identity verification using ThaiD. Verification is completed by scanning a QR Code. Once identity verification is successful, users will be redirected to set a new PIN Code. This simplifies the process and makes resetting a forgotten PIN much more convenient. Note: 3. Added “Lane”(Yaek) field display in P.N.D. forms on PEAK TAX. Suitable for: PEAK TAX users Highlight: The P.N.D. TAX form display has been updated to include the “Lane” (Yaek) field within the address section, aligning with the official tax document format. This ensures more complete address information and makes it easier to review details before submitting tax forms. Note:

25 ก.พ. 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 25/02/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Added an Orders from Platform tab on the Lazada API connection page, making it easier to track document status in one place. Suitable for: PRO Plus package and above users who connect to Lazada via API Highlight: A new tab now displays Lazada order data directly on the API connection page, allowing users to instantly see which orders have been used to create documents in PEAK—helping monitor document status and API activity in one view. Notes: 2. Improved the General Ledger display to show full item descriptions for easier review. Suitable for: Users who frequently access the General Ledger menu Highlight: The ledger now shows full descriptions immediately without hovering. A collapse/expand option has also been added, making entries easier to read and speeding up data checks. 3. Enhanced Sales Summary Product/Service Report to support up to 1,000 entries for deeper analysis. Suitable for: BASIC package and above users who need more detailed sales reports Highlight: The Export Sales Summary Product/Service Report modal has been redesigned with display options of 100, 200, 500, or up to 1,000 entries for: This allows more comprehensive sales insights and analysis. 4. Added a Copy button in Products/Services and Contacts to duplicate data instantly. Suitable for: Users who frequently create similar items or contacts Highlight: A Copy button is now available on product and contact detail pages, allowing users to duplicate existing information to create new records faster while reducing manual entry errors. Products/Services Contacts 5. Added ThaID authentication for secure identity verification. Suitable for: Users who want stronger securityHighlight: ThaID authentication can now be enabled in User Information or Security settings. Users scan a QR code via the ThaID app when enabling or disabling authentication, increasing account protection and reducing security risks. Notes: 6. Added Recovery Codes for Two-Factor Authentication (2FA) on the PEAK Mobile App. Suitable for: Users who enabled 2FA via PEAK Mobile AppHighlight: During 2FA setup, the system now provides Recovery Codes that can be used to log in or disable 2FA if the 6-digit code cannot be received—ensuring uninterrupted access. 7. Added default contacts when creating a new company to reduce setup time. Suitable for: New company users who want to start quickly Highlight: The system automatically creates five essential default contacts commonly required by businesses, reducing initial setup steps and allowing immediate use. Default contacts created: Notes:

25 ก.พ. 2026

PEAK Account

11 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 25/02/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. อัปเดตแบบ ภ.พ.30 รูปแบบใหม่ ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เริ่มใช้งาน 1 มีนาคม 2026 เพื่อให้รองรับการใช้งานแบบภาษีล่าสุดได้ทันเวลา เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งาน PEAK TAX ที่มีการใช้งานแบบ ภพ. 30 Highlight : ระบบได้ปรับรูปแบบแบบ ภพ.30 ใหม่ใน PEAK TAX โดยเพิ่มช่องในการระบุยอดเงินเพื่อให้เห็นตัวเลขในกรณีที่มีการยื่นเพิ่มเติม ดังนี้ พร้อมปรับคำอธิบายในส่วนการขอคืนภาษีกรณียื่นเกินให้สอดคล้องกับประกาศกรมสรรพากร ที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 มีนาคม 2569 ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถยื่นแบบในรูปแบบที่ถูกต้องได้ทันที หมายเหตุ: 2. จำกัดสิทธิ์การยืนยันตัวตนกิจการให้สามารถยืนยันได้เฉพาะสิทธิ์ผู้ดูแลระบบสูงสุด (Super Admin) เท่านั้น ช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านสิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูล เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมสิทธิ์การยืนยันกิจการอย่างเข้มงวด Highlight : ระบบปรับสิทธิ์การยืนยันตัวตนกิจการให้สามารถดำเนินการได้เฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์ผู้ดูแลระบบสูงสุด (Super Admin) เพียงคนเดียวเท่านั้น และผู้ที่ไม่มีสิทธิ์จะไม่สามารถกดปุ่มยืนยันตัวตนกิจการได้ และเพิ่มหน้าต่างแจ้งเตือน เพื่อยืนยันว่าการกดยืนยันตัวตนกิจการมีผลต่อความเป็นเจ้าของข้อมูล ช่วยลดความเสี่ยงจากการกดยืนยันโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ 3. เพิ่มใบจ่ายเงินมัดจำในการโอนเงินหลายรายการ ช่วยให้สามารถเลือกเอกสารเพื่อโอนเงินหลายรายการได้ครอบคลุมมากขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ Premium มีใช้ฟังก์ชันโอนเงินหลายรายการ Highlight : ระบบเพิ่มตัวเลือกเอกสาร “ใบจ่ายเงินมัดจำ” ในหน้าการสร้างไฟล์โอนเงินหลายรายการได้แล้ว โดยผู้ใช้งานสามารถกำหนดวันที่และเลือกเอกสารที่ต้องการสร้างไฟล์โอนเงินหลายรายการ ช่วยให้สามารถรวมรายการใบจ่ายเงินมัดจำเข้ากับการโอนเงินในครั้งเดียว ช่วยลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน และประหยัดเวลาในการทำงานมากยิ่งขึ้น 4. เพิ่มแท็บคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม ในหน้าการเชื่อมต่อ API TikTok Shop ช่วยให้ติดตามสถานะเอกสารได้ครบในหน้าเดียว เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ PRO Plus ขึ้นไป ที่เชื่อมต่อ API TikTok Shop Highlight : ระบบเพิ่มแท็บแสดงข้อมูล “คำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม” เมื่อเชื่อมต่อกับ TikTok Shop ในหน้าการเชื่อมต่อ API เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบคำสั่งซื้อที่ถูกนำมาสร้างเอกสารแล้วบนระบบ PEAK ได้ทันที ช่วยติดตามสถานะเอกสาร และตรวจสอบการทำงานของ API ได้อย่างชัดเจนในหน้าเดียว หมายเหตุ : 5. เพิ่มแท็บคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม ในหน้าการเชื่อมต่อ API LINE Shopping ช่วยให้ติดตามสถานะเอกสารได้ครบในหน้าเดียว เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ PRO Plus ขึ้นไป ที่เชื่อมต่อ API LINE Shopping Highlight : ระบบเพิ่มแท็บแสดงข้อมูล “คำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม” เมื่อมีการเชื่อมต่อกับ LINE Shopping ในหน้าการเชื่อมต่อ API โดยระบบจะดึงคำสั่งซื้อที่อยู่ในสถานะ “ชำระแล้ว” เท่านั้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบคำสั่งซื้อที่ถูกนำมาสร้างเอกสารแล้วบนระบบ PEAK และตรวจสอบการทำงานของ API ได้อย่างชัดเจนในหน้าเดียว 6. ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบตรวจสอบข้อมูลจากไฟล์รูปภาพที่อยู่ในคลังเอกสาร ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถอัปโหลดไฟล์เอกสารเพื่อทำไปสร้างเอกสารต่อได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใข้งานแพ็กเกจ BASIC ขึ้นไป ที่มีการอัปโหลดไฟล์ที่เมนูคลังเอกสาร Highlight : ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบตรวจสอบข้อมูลจากไฟล์รูปภาพในคลังเอกสารให้สามารถอ่านข้อมูลจากไฟล์ และแนะนำข้อมูลสำคัญ เช่น สินค้า เลขที่เอกสาร ประเภทภาษี จำนวนเงิน มูลค่า และอัตราภาษี พร้อมเพิ่มสัญลักษณ์แสดงสถานะรูปแบบใหม่ที่หน้าตารางในคลังเอกสารและหน้าสร้างเอกสารจากไฟล์ สถานะรูปแบบใหม่ที่ระบบแสดงผล มีดังนี้ หมายเหตุ : 7. เพิ่มตัวเลือกเปิด-ปิดตั้งค่าการแจ้งเตือน การคำนวณค่าเสื่อมราคา การดึงรายการภาษี PEAK Tax อัตโนมัติ และการดึงรายการเคลื่อนไหวธนาคารอัตโนมัติ ที่เมนูกระดิ่งแจงเตือน ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกเปิด-ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่ต้องการได้ เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจที่ต้องการจัดการการแจ้งเตือนให้เหมาะกับการทำงานของตนเอง Highlight : ระบบเพิ่มตัวเลือกการตั้งค่าการรับแจ้งเตือนในเมนูกระดิ่งแจ้งเตือน โดยสามารถเลือกเปิด-ปิดการแจ้งเตือนในหัวข้อต่อไปนี้ได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเปิด-ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตนเอง ลดข้อความรบกวน และจัดการหน้าการแจ้งเตือนให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานได้มากยิ่งขึ้น 8. เพิ่มช่องทางส่งข้อเสนอแนะหรือแจ้งปัญหาการใช้งานถึงทีมพัฒนาโดยตรง ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแจ้งความต้องการได้สะดวกมากขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจที่ต้องการเสนอแนะฟีเจอร์ที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้นHighlight : ระบบเพิ่มปุ่มสำหรับส่งข้อเสนอแนะหรือคำขอฟีเจอร์ (Request) ถึงทีมพัฒนา ได้โดยตรง ผ่านเมนูสมุดคู่มือจากนั้นเลือก “ส่งข้อเสนอแนะฟีเจอร์ PEAK” และกรอกข้อมูลที่ต้องการแจ้งให้ทางทีมพัฒนาทราบ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสะท้อนปัญหา และเสนอแนวคิดพัฒนาระบบได้ง่ายขึ้นในไม่กี่ขั้นตอน

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

29 min

อากรแสตมป์ คืออะไร? ใช้อย่างไร ซื้อที่ไหน เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำสัญญาธุรกิจ

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับนั้น ซึ่งเอกสารที่ต้องติดอากรแสตมป์จะต้องดำเนินการภายใน 15 วันหลังจากวันลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เปรียบเหมือน “ตรารับรอง” จากภาครัฐว่าเอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากไม่ติด อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ อัตราค่าอากรแสตมป์จะแตกต่างกันตามแต่ละประเภทตราสาร ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ซึ่งปัจจุบันมีตราสารทั้งหมด 28 ลักษณะ โดยดวงอากรแสตมป์ที่จำหน่ายมี 3 ราคา แยกตามสี ดังนี้ สีของดวงแสตมป์ ราคา หมายเหตุ สีน้ำเงิน 1 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรต่ำ สีเขียว 5 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรปานกลาง สีแดง 20 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรสูง นอกจากแบบดวง ยังมีการชำระเป็นตัวเงิน ผ่านแบบ อ.ส.4 ที่สำนักงานสรรพากร หรือชำระออนไลน์ผ่าน e-Stamp (อ.ส.9) ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดด้านล่าง สิ่งที่ต้องรู้คือ อากรแสตมป์ไม่ใช่แสตมป์ไปรษณีย์ ทั้งสองเป็นคนละสิ่งกันและใช้แทนกันไม่ได้ โดยอากรแสตมป์พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีมาตรฐานป้องกันการปลอมแปลงระดับเดียวกับธนบัตร ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อากรแสตมป์ไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ยังเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจใน 3 มิติหลัก ดังนี้ ตัวอย่าง: คุณทำสัญญาเช่าร้านค้า มูลค่า 50,000 บาทต่อเดือน เซ็นชื่อทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย แต่ลืมติดอากรแสตมป์ ทุกอย่างปกติจนกระทั่งเกิดข้อพิพาทและต้องนำสัญญาไปใช้ในศาล ผลคือ สัญญาฉบับนี้จะถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้เป็นหลักฐาน จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มครบเสียก่อน ใครมีหน้าที่รับผิดชอบในการเสียอากรแสตมป์? ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์จะระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งแตกต่างกันตามลักษณะตราสาร ตัวอย่างเช่น ในทางปฏิบัติ คู่สัญญาอาจตกลงกันว่าฝ่ายใดจะออกค่าอากรก็ได้ แต่ตามกฎหมาย ผู้ที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักเสมอ หากตราสารถูกทำขึ้นนอกประเทศไทย ผู้ที่ได้รับตราสารเป็นคนแรกในไทยจะต้องเสียอากรภายใน 30 วัน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบและควรเลือกแบบไหน? การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยมี 4 วิธีหลัก ดังนี้ วิธีชำระ รายละเอียด เหมาะกับ ติดแสตมป์ดวง ซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่าพร้อมลงลายมือชื่อและวันที่ ตราสารมูลค่าอากรไม่สูง เช่น หนังสือมอบอำนาจ แสตมป์ดุน เจ้าหน้าที่ประทับตราดุนลงบนเอกสาร (วิธีเก่า ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว) เอกสารบางประเภทตามข้อกำหนดเดิม ชำระตัวเงิน (อ.ส.4) ยื่นแบบและชำระเงินที่สำนักงานสรรพากร เอกสารที่มีมูลค่าสูง หรือที่กำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ชำระออนไลน์ e-Stamp (อ.ส.9) ชำระผ่าน e-Filing สะดวกรวดเร็ว ได้ QR Code รับรอง เอกสารอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษ ตรวจสอบย้อนหลังได้  เอกสารและธุรกรรมที่ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง? กรมสรรพากรกำหนดตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ต่อไปนี้คือสัญญาที่เจ้าของธุรกิจพบเจอบ่อยที่สุด พร้อมค่าอากร ผู้เสียอากร และผู้ขีดฆ่า อัตราอากรแสตมป์และตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ประเภทตราสาร อัตราอากร ผู้เสียอากร ผู้ขีดฆ่า ตัวอย่าง เช่าที่ดิน/โรงเรือน/สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่า ผู้เช่า ค่าเช่า 10,500 บาท = อากร 11 บาท จ้างทำของ 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้รับจ้าง ผู้จ้าง ค่าจ้าง 15,500 บาท = อากร 16 บาท กู้ยืมเงิน 1 บาท / 2,000 บาท (สูงสุด 10,000) ผู้ให้กู้ ผู้กู้ กู้ 50,000 บาท = อากร 25 บาท เช่าซื้อทรัพย์สิน 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ เช่าซื้อรถ 800,000 บาท = อากร 800 บาท ใบรับเงิน (Receipt) 1 บาท / 200 บาท (ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป) ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ออกใบรับ 50,000 บาท = อากร 250 บาท รายละเอียดของตราสารแต่ละประเภทที่พบบ่อย คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร – เปรียบเหมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยต้องมีข้อความ รายละเอียด และลายมือชื่อเหมือนต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับเสียอากร 5 บาท เช่น สัญญากู้ยืมต้นฉบับเสีย 25 บาท คู่ฉบับเสียเพียง 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ นอกจากสัญญาหลัก ๆ ข้างต้น ยังมีเอกสารประเภทอื่นที่เจ้าของธุรกิจอาจพบเจอได้เช่นกัน ข้อควรรู้: การคำนวณอากรแสตมป์จะไม่นำภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มารวมด้วย เช่น  กรณีที่ได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ใช่ทุกเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ บางกรณีได้รับยกเว้น เช่น จุดน่าสังเกตสำหรับ SMEs: ถ้าธุรกิจของคุณจดทะเบียน VAT แล้ว ใบเสร็จรับเงินจะได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ต้องเสียซ้ำ ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้มีอะไรบ้าง? ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามกฎหมาย ต่อไปนี้คือ 9 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญและข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาจะอธิบายขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งแบบกระดาษและแบบออนไลน์ (e-Stamp) ให้ครบถ้วน ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ (e-Stamp) อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Stamp เป็นระบบที่กรมสรรพากรเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 สามารถชำระได้ทั้งเอกสารแบบดิจิทัลและเอกสารกระดาษ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร มีขั้นตอนดังนี้ ข้อดีของ e-Stamp: ไม่ต้องเดินทาง ลดความเสี่ยงแสตมป์สูญหาย ตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบประวัติชำระย้อนหลังได้ และชำระได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับธุรกิจที่ทำตราสารบ่อย ผลทางกฎหมายและข้อควรระวังเกี่ยวกับอากรแสตมป์ การไม่เสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนมีผลกระทบทั้งทางแพ่งและทางอาญา สรุปตามตารางด้านล่าง ระยะเวลาที่ล่าช้า เงินเพิ่ม (Surcharge) โทษปรับ (ทางอาญา) ไม่เกิน 15 วัน อากร + เงินเพิ่ม 1 เท่า – เกิน 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 2 เท่า (หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 5 เท่า (หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบ อากร + เงินเพิ่ม 6 เท่า (หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท ตัวอย่าง: คุณสมชายทำสัญญาจ้างรีโนเวทร้านอาหาร 300,000 บาท ต้องเสียอากรแสตมป์ 300 บาท แต่ลืมจ่าย 4 เดือนผ่านไป (เกิน 90 วัน) คุณสมชายต้องจ่ายอากร 300 + เงินเพิ่ม 5 เท่า (1,500) รวม 1,800 บาท จากที่จ่ายแค่ 300 บาทตั้งแต่แรก การขอคืนหรือแก้ไข และอายุความที่ควรรู้ บางกรณีสามารถขอคืนอากรแสตมป์ได้ เช่น เสียอากรซ้ำซ้อน เสียเกินจำนวน ตราสารไม่มีผลใช้บังคับ (สัญญาถูกยกเลิกก่อนดำเนินการ) หรือชำระผิดประเภท โดยต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 6 เดือนนับจากวันที่เสียอากร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร อายุความในการเรียกเก็บ: กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บอากรและเงินเพิ่มภายใน 10 ปีนับจากวันทำตราสาร จึงไม่ควรประมาทว่า “เรื่องเก่า ๆ จะไม่ถูกตรวจ” ข้อควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์เพิ่มเติม สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ได้อย่างถูกต้องและไม่พลาด มีข้อควรจำเพิ่มเติมดังนี้ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาท เอกสารอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่จัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี ดังนั้นทุกครั้งที่ทำสัญญา อย่าลืมตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเข้าข่ายต้องเสียอากรหรือไม่ และดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

14 min

งบการเงิน คืออะไร? สรุปเข้าใจง่าย สำหรับเจ้าของธุรกิจ

คำว่า งบการเงิน หลายคนได้ยินแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว งบการเงินคือสิ่งที่บอกได้ชัดที่สุดว่าธุรกิจของคุณกำลังไปได้ดีหรือกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำไร เงินสด หรือหนี้สิน ทุกอย่างสะท้อนอยู่ในงบการเงินทั้งหมด ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ SME หรือแม้แต่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ PEAK จะช่วยให้เข้าใจว่า งบการเงินคืออะไร มีอะไรบ้าง และควรดูตรงไหนถึงจะเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง โดยไม่ต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน งบการเงิน คืออะไร? งบการเงิน (Financial Statement) คือรายงานสรุปภาพรวมทางการเงินของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ว่าบริษัทมีรายได้เท่าไร ใช้จ่ายไปเท่าไร เหลือกำไรหรือขาดทุนแค่ไหน และตอนนี้มีทรัพย์สินหรือหนี้สินอยู่ระดับใด การจัดทำและยื่นงบการเงิน เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ที่บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องยื่นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด  แต่ในมุมของเจ้าของธุรกิจหลายราย อาจไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะอ่านไม่เข้าใจ ทั้งที่จริงๆแล้ว งบการเงินคือเครื่องมือวัดสถานะธุรกิจที่สามารถนำไปพัฒนาและกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้เลย ทำไมงบการเงินถึงสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา เพิ่มพนักงาน ลงทุนซื้อเครื่องจักร หรือปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ตัวเลขในงบการเงินคือข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ  ธนาคารและผู้ลงทุนมักพิจารณางบการเงินเป็นอันดับแรก หากงบชัดเจน โปร่งใส และสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแรง โอกาสได้รับการอนุมัติก็สูงขึ้น  งบการเงินที่จัดทำอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และการบริหารจัดการที่ดี  การเห็นภาพรวมรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินอย่างชัดเจน ช่วยให้ธุรกิจควบคุมความเสี่ยงได้ก่อนเกิดปัญหาใหญ่ ในทางตรงกันข้าม หากงบการเงินจัดทำแบบเร่งรีบ ข้อมูลไม่ครบ หรือมีการแก้ไขย้อนหลังบ่อย ๆ นอกจากจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาดแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงและกระทบความน่าเชื่อถือของธุรกิจทันที 3 งบการเงินที่สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจ แม้รายละเอียดทางบัญชีจะมีหลายส่วน แต่โดยทั่วไปงบการเงินหลัก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้มี 3 งบสำคัญ 1. งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) งบแสดงฐานะการเงิน คือ งบที่แสดงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ว่าตอนนี้บริษัทมีอะไรอยู่บ้าง และเป็นหนี้ใครเท่าไร ในงบนี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ  1.1) สินทรัพย์ คือสิ่งที่บริษัทครอบครองและสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แบ่งเป็น 1.2) หนี้สิน คือภาระผูกพันทางการเงินของบริษัท ที่ต้องชำระคืน แบ่งเป็น 1.3) ส่วนของผู้ถือหุ้น คือส่วนที่เหลือหลังจากหักหนี้สินออกจากสินทรัพย์ และยังรวมถึง ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันเสมอ หากหนี้สินสูงมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังเสี่ยงเกินไป งบดุลจึงช่วยตอบคำถามว่า “ธุรกิจเราแข็งแรงแค่ไหนในวันนี้” 2. งบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนเป็นงบที่เจ้าของธุรกิจมักสนใจมากที่สุด เพราะเป็นตัวบอกตรง ๆ ว่าธุรกิจ “กำไรหรือขาดทุน”  งบนี้แสดงโครงสร้างสำคัญ คือ  2.1) รายได้ 2.2) ค่าใช้จ่าย 2.3) กำไร ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กำไรไม่เพิ่ม อาจหมายความว่าต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ซึ่งเป็นจุดที่ต้องกลับมาทบทวนทันที  3. งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดเป็นตัวบอกว่าเงินสดเข้า-ออกจริงเท่าไร โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน 3.1) เงินสดจากการดำเนินงาน – เงินที่เกิดจากการทำธุรกิจปกติ เช่น  3.2) เงินสดจากการลงทุน – เงินที่ใช้ไปกับการซื้อเพื่อการลงทุน เช่น 3.3) เงินสดจากการจัดหาเงิน – เงินที่เกี่ยวกับการหาหรือจ่าย และแสดงความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนในบริษัท เช่น  เจ้าของธุรกิจควรดูงบการเงินหรือไม่ ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้นที่ต้องเข้าใจงบการเงิน แต่งบการเงิน คือ รายงานสุขภาพของธุรกิจ ที่เจ้าของต้องอ่านและทำความเข้าใจด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับทุกการตัดสินใจสำคัญ เช่น ขยายกิจการ ขอกู้เงิน เพิ่ม/ลดพนักงาน หรือการวางแผนควบคุมต้นทุน หากไม่ดูงบการเงิน ธุรกิจอาจดูมีกำไรบนกระดาษแต่ขาดเงินสด หรืออาจจะเติบโตแบบมีความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว  ปัญหาที่ธุรกิจมักเจอเกี่ยวกับงบการเงิน หลายธุรกิจไม่ได้มีปัญหาเรื่องยอดขาย แต่สะดุดเพราะข้อมูลบัญชีไม่เป็นระบบ ซึ่งมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ เมื่อข้อมูลต้นทางไม่ถูกต้อง งบการเงินที่จัดทำขึ้นก็อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ และส่งผลให้เจ้าของกิจการตัดสินใจผิดทิศทางได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้งบการเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ “เพื่อนคู่คิด” เคียงข้างธุรกิจคุณ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกธุรกรรมประจำวัน และสรุปรายงานทางการเงินได้แบบเรียลไทม์ สามารถดูการใช้งานโปรแกรม PEAK เพื่อดูงบการเงินเพิ่มเติม ทำให้การจัดทำงบการเงินไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป และเจ้าของธุรกิจสามารถดูภาพรวมได้เองตลอดเวลา ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน บัญชี เอกสาร และรายงานได้จากทุกอุปกรณ์ ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญแบบ Real-Time  ครบทุกฟังก์ชันที่ธุรกิจต้องการครอบคลุมตั้งแต่การออกเอกสารธุรกิจ ไปจนถึงการจัดทำงบการเงินและรายงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลทางบัญชีถูกต้อง แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน ด้วยระบบอัตโนมัติไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำหลายครั้ง ช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และลดเวลาการทำงานลงอย่างเห็นได้ชัด  เก็บเอกสารอย่างปลอดภัย ไม่หาย ไม่สับสนด้วยระบบที่ช่วยจัดเก็บเอกสารต่าง ๆ แบบออนไลน์ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารตกหล่นหรือหาย และสามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน Cloud ระดับสากลข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบ Cloud ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมการสำรองข้อมูลอัตโนมัติและระบบยืนยันตัวตนแบบ Two-Factor Authentication ช่วยให้คุณอุ่นใจว่าข้อมูลธุรกิจจะปลอดภัยและพร้อมใช้งานเสมอ  งบการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเข็มทิศสำคัญของธุรกิจ งบการเงินคือเครื่องมือที่บอกว่าธุรกิจของคุณกำลังเดินไปในทิศทางไหน กำไรจริงไหม เงินสดพอหรือเปล่า และฐานะการเงินแข็งแรงแค่ไหน ยิ่งคุณเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณก็ยิ่งตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น และหากมีระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่ต้น การทำงบการเงินก็จะไม่ใช่เรื่องเครียดอีกต่อไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

31 min

งบการเงิน คืออะไร? วิธีดูงบก่อนวิเคราะห์ธุรกิจ สำหรับมือใหม่

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือทำมาสักพัก คุณอาจเคยได้ยินคำว่า งบการเงิน ผ่านหูมาบ้าง แต่พอเปิดดูจริง ๆ กลับเจอตัวเลขเต็มไปหมด มีชื่อบัญชีที่อ่านแล้วงง ทำให้หลายคนเลือกปิดไฟล์แล้วปล่อยให้นักบัญชีจัดการไป แต่ความจริงแล้ว งบการเงิน คือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบริหารธุรกิจ มันเปรียบเหมือน “ใบตรวจสุขภาพ” ของกิจการ ที่บอกได้ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงดีไหม มีเงินพอใช้หรือเปล่า กำไรจริง ๆ เท่าไหร่ และกำลังมุ่งหน้าไปทิศทางไหนบทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับงบการเงินตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการอ่านและวิเคราะห์อย่างง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางบัญชีมาก่อน เพียงแค่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่อยากเข้าใจตัวเลขในกิจการของตัวเองมากขึ้น ก็อ่านตามได้เลย งบการเงิน คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ? งบการเงิน คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อสรุปภาพรวมของฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ งบการเงิน จะบอกคุณว่า “ตอนนี้ธุรกิจมีเงินเท่าไหร่ เป็นหนี้เท่าไหร่ ขายของแล้วได้กำไรหรือขาดทุน และเงินสดในมือยังพอหมุนไหม” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อทั้งตัวเจ้าของกิจการเอง ธนาคาร นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยต้องจัดทำงบการเงินและนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยงบการเงินมีอะไรบ้างนั้น โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่ งบแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล), งบกำไรขาดทุน, งบกระแสเงินสด, งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และหมายเหตุประกอบงบการเงิน งบการเงินสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจอย่างไร? สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของธุรกิจ SMEs งบการเงิน ไม่ใช่แค่เอกสารที่ต้องส่งให้ราชการตามหน้าที่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจ เช่น หาอ่านงบการเงินได้จากที่ไหน และครอบคลุมช่วงเวลาใด? งบการเงิน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือเว็บไซต์ของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง ส่วนธุรกิจทั่วไปที่เป็นนิติบุคคล สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+โดยทั่วไป งบการเงิน จะจัดทำเป็นรายปี ซึ่งรอบบัญชีส่วนใหญ่จะกำหนดตามปีปฏิทิน คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม แต่บางบริษัทอาจกำหนดรอบบัญชีต่างออกไปก็ได้ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังต้องจัดทำงบการเงินรายไตรมาสด้วย 5 องค์ประกอบงบการเงินมีอะไรบ้าง? 1. งบดุล (Balance Sheet) คืออะไร? งบดุล หรือชื่อทางการว่า งบฐานะทางการเงิน (Statement of Financial Position) เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินที่บอกคุณว่า “ณ วันนั้นวันนี้ ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือบ้าง” โดยจะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันตามสมการบัญชี: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ องค์ประกอบหลักและสิ่งที่งบดุลบอกเรา อัตราส่วนสำคัญและลักษณะของงบดุลที่ดี เวลาอ่านงบดุล มีอัตราส่วนที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจ เช่น งบดุลที่ดีควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนพอสมควร มีอัตราส่วนหนี้สินไม่สูงจนเกินไป และส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของได้ 2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) บอกอะไรเราบ้าง? ถ้างบดุลบอกว่า “ตอนนี้มีอะไร” งบกำไรขาดทุนจะบอกว่า “ช่วงที่ผ่านมาทำเงินได้เท่าไหร่” โดยงบนี้จะแสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี หรือ 1 ไตรมาส กำไรแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? ในงบกำไรขาดทุน คุณจะเห็นกำไรหลายระดับ ซึ่งแต่ละตัวมีความหมายต่างกัน ดังนี้ อัตราส่วนสำคัญและการอ่านแนวโน้มรายได้-ค่าใช้จ่าย เคล็ดลับในการอ่านงบกำไรขาดทุนคือ อย่าดูแค่ปีเดียว ลองเปรียบเทียบย้อนหลัง 2-3 ปี เพื่อดูว่ารายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่ และกำไรสุทธิมีทิศทางเป็นอย่างไร 3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร? คืองบที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมองข้าม แต่กลับเป็นงบที่สำคัญมาก เพราะมันบอกว่า “เงินสดเข้า-ออกจากกิจการเท่าไหร่จริง ๆ” ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่อาจรวมรายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินจริงด้วย กระแสเงินสดต่างจากกำไรอย่างไร?  นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของธุรกิจหลายคนสับสน “ทำไมมีกำไรแต่ไม่มีเงินสด?” คำตอบอยู่ตรงนี้: กำไร คำนวณตามหลักบัญชี ซึ่งรับรู้รายได้ทันทีที่เกิดการขาย แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน เช่น ขายสินค้าเป็นเครดิต 30 วัน รายได้จะถูกบันทึกในวันที่ขาย แต่เงินสดจะเข้ามาจริงอีก 30 วันข้างหน้า กระแสเงินสด ดูเฉพาะเงินที่เข้า-ออกจริง ๆ เท่านั้น ธุรกิจที่มีกำไรสูงแต่เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ อาจเจอปัญหาเงินสดขาดมือจนต้องปิดกิจการ นี่คือเหตุผลว่าทำไมงบกระแสเงินสดจึงสำคัญมาก 3 กิจกรรมหลักและวิธีตีความ 4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น (Statement of Changes in Equity) คืออะไร? งบนี้แสดงให้เห็นว่าส่วนของเจ้าของ (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น) เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะมีรายละเอียด เช่น สำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs งบนี้จะช่วยให้เห็นว่ามูลค่ากิจการในส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจกำลังสร้างมูลค่าให้กิจการได้ต่อเนื่อง 5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements) สำคัญอย่างไร? หลายคนอาจมองข้ามส่วนนี้ แต่จริง ๆ แล้ว หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นเหมือน “คำอธิบายฉบับเต็ม” ของตัวเลขทั้งหมดที่ปรากฏในงบ โดยจะระบุรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ถ้าคุณเห็นตัวเลขที่ดูผิดปกติในงบ ให้ลองอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพราะคำตอบมักอยู่ที่นั่น สรุปตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของงบการเงินแต่ละประเภท เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะสรุปให้เห็นว่างบการเงินมีอะไรบ้าง แต่ละประเภทบอกอะไร และมีประโยชน์อย่างไร ประเภทงบ บอกอะไร ช่วงเวลา คำถามสำคัญที่ตอบได้ งบดุล ฐานะทางการเงิน ณ วันใดวันหนึ่ง (สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ) ณ วันที่ (Snapshot) ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือ? เป็นหนี้เท่าไหร่? งบกำไรขาดทุน ผลการดำเนินงาน (รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน) ช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 1 ปี) ขายแล้วกำไรหรือขาดทุน? งบกระแสเงินสด การเคลื่อนไหวของเงินสดจริง (เข้า-ออก) ช่วงเวลาหนึ่ง เงินสดไหลเข้า-ออกเท่าไหร่? มีเงินพอหมุนไหม? งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น ความเปลี่ยนแปลงของส่วนเจ้าของ ช่วงเวลาหนึ่ง มูลค่าส่วนเจ้าของเพิ่มหรือลด? หมายเหตุประกอบงบ คำอธิบายเพิ่มเติมของตัวเลขในงบทั้งหมด ตามงบที่อ้างอิง รายละเอียดเบื้องหลังตัวเลขคืออะไร? ความสัมพันธ์ระหว่างงบการเงินทั้งหมด งบการเงิน ทั้ง 5 ส่วนไม่ได้แยกกันอยู่อิสระ แต่เชื่อมโยงกันเหมือนเครือข่าย การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณอ่านงบการเงินได้อย่างมีมิติมากขึ้น งบแต่ละประเภทเชื่อมโยงกันอย่างไร ตัวอย่าง: ลองนึกภาพตามนี้: เมื่อธุรกิจขายสินค้าได้ กำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะถูกนำไปเพิ่มใน “กำไรสะสม” ในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น จากนั้นกำไรสะสมก็ไปปรากฏอยู่ในส่วนของเจ้าของในงบดุลอีกที ขณะเดียวกัน เงินสดที่เข้ามาจริง (หรือยังไม่เข้า) จะถูกสะท้อนในงบกระแสเงินสด ตัวอย่าง: บริษัท ก. ขายสินค้าได้ 1,000,000 บาท ต้นทุน 600,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 200,000 บาท เทคนิคการวิเคราะห์ธุรกิจจากงบการเงินโดยการตั้งคำถามตามนี้ เมื่อเข้าใจงบแต่ละประเภทแล้ว ต่อไปคือการนำข้อมูลจากงบการเงินมาวิเคราะห์ “สุขภาพ” ของธุรกิจ ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรถามตัวเองเป็นประจำ 1. เงินสดพอใช้ไหม? อยู่รอดได้กี่เดือน? ตัวเลขนี้ช่วยบอกว่าถ้าวันนี้ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ธุรกิจจะอยู่ได้กี่เดือน ซึ่งควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือนเป็น Buffer สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน 2. ธุรกิจนี้ทำแล้วคุ้มไหม? 3. รายได้ที่เห็น เป็นเงินจริงหรือยัง? ถ้าอยากรู้ว่าเงินที่เก็บไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ให้ เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) → ดู “ลูกหนี้การค้า” ถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี อาจต้องทบทวนว่าให้เครดิตลูกค้านานเกินไปหรือเปล่า 4. ขยายแล้วดีขึ้น หรือแค่แบกภาระมากขึ้น? 5. มีอะไร “ผิดปกติ” ที่งบกำลังฟ้องอยู่ไหม? สัญญาณเตือนที่ควรระวัง สังเกตได้เบื้องต้นดังนี้ สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะล้มทันที แต่เป็นจุดที่ควรหยุดดูให้ลึกขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น และแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป นอกเหนือจากเนื้อหาส่วนนี้ PEAK มีบทความการเช็กงบการเงิน ให้คุณอ่านเพิ่มเติมต่อได้อีก  ประโยชน์และข้อจำกัดของงบการเงิน งบการเงิน ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับนักบัญชีเท่านั้น แต่มีคนหลายกลุ่มที่ต้องใช้ข้อมูลจากงบการเงิน เช่น ข้อจำกัดที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ แม้งบการเงิน จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ เช่น ดังนั้น เจ้าของธุรกิจควรใช้งบการเงินประกอบกับข้อมูลอื่น ๆ เช่น สภาพตลาด แนวโน้มอุตสาหกรรม และข้อมูลภายในบริษัท เพื่อให้ได้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด ข้อควรรู้เกี่ยวกับงบการเงินเพิ่มเติม สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องจัดทำและนำส่งงบการเงิน มีข้อควรรู้เพิ่มเติมที่สำคัญ ดังนี้ สุดท้ายนี้ การอ่านงบการเงิน อาจดูน่ากลัวในตอนแรก แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากการเข้าใจพื้นฐาน รู้ว่าแต่ละงบบอกอะไร และลองนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจตัวเอง คุณจะพบว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายกิจการ การขอสินเชื่อ หรือแม้แต่การวางแผนภาษี PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

1 เม.ย. 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 01/04/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. Added barcode search for products/services on the document creation page, allowing users to find items and create documents faster and more conveniently. Suitable for: All package users Highlight: Users can now search for products/services using a barcode directly on the document creation page. This enhancement helps barcode users add items more quickly. The system also updates search suggestions to show available searchable fields. Previously, Search supported only product/service name, product/service code, and description. 2. Introduced a validation system that checks edited or voided transactions from the accounting system before approving tax forms in PEAK TAX, helping reduce errors and improve tax filing accuracy. Suitable for: BASIC package and above using PEAK TAXHighlight: Each time a tax form is created, the system automatically checks and updates transactions that were edited or voided in the accounting system (for users who do not enable automatic data synchronization). This ensures data accuracy before tax form approval. Note: 3. Improved contact creation, enabling users to instantly add contacts when connecting external applications or adding financial channels. Suitable for: All package users Highlight: When connecting external applications (API) or adding bank accounts and e-Wallet channels, the system automatically suggests related contacts to support potential accounting entries such as fees, interest expenses, VAT refunds, or withholding tax records. Note: 4. Added OCR data extraction from PDF files in the Document Library, allowing information to be captured and used for document creation more quickly. Suitable for: BASIC package and above using the Document Library Highlight: OCR capability now supports PDF files. The system reads data from uploaded files and suggests key information such as product details, document number, tax type, amounts, values, and tax rates, along with status indicators—helping reduce manual data entry time. Note:

1 เม.ย. 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 01/04/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. เพิ่มการค้นหาสินค้า/บริการด้วยรหัส Barcode บนหน้าสร้างเอกสาร ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาสินค้าและสร้างเอกสารได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจ Highlight : เพิ่มความสามารถในการค้นหาสินค้า/บริการบนหน้าสร้างเอกสารด้วย “รหัสบาร์โค้ด” ช่วยให้ผู้ใช้งานที่ใช้รหัสบาร์โค้ดสามารถเพิ่มรายการสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมปรับปุ่มคำแนะนำ โดยจะแนะนำข้อมูลที่สามารถใช้ในการค้นหาสินค้า/บริการได้เดิม : ค้นหาได้เฉพาะชื่อสินค้า/บริการ รหัสสินค้า/บริการ และคำบรรยาย  2. เพิ่มระบบตรวจสอบรายการที่ถูกแก้ไขหรือยกเลิกจากระบบบัญชี ก่อนอนุมัติแบบภาษีใน PEAK TAX ช่วยลดข้อผิดพลาด และทำให้การสร้างแบบภาษีมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ BASIC ขึ้นไป ที่ใช้งาน PEAK TAXHighlight : ทุกครั้งที่สร้างแบบภาษีระบบจะตรวจสอบและอัปเดตรายการที่ถูกแก้ไขหรือยกเลิกจากระบบบัญชีให้อัตโนมัติ ในกรณีที่ผู้ใช้งานไม่ได้เปิดใช้งานการดึงข้อมูลอัตโนมัติใน PEAK TAX เพื่อให้ข้อมูลตรงกันก่อนอนุมัติแบบภาษี หมายเหตุ 3. ปรับปรุงการเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อ โดยสามารถเพิ่มผู้ติดต่อได้ทันที เมื่อมีการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันภายนอก หรือเมื่อมีการเพิ่มช่องทางการเงิน ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มผู้ติดต่อได้ทันที เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจ Highlight : เมื่อมีการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันภายนอก(API) หรือเพิ่มช่องทางธนาคารและ e-Wallet ระบบจะแนะนำรายชื่อผู้ติดต่อที่เกี่ยวข้องให้อัตโนมัติ เพื่อรองรับการบันทึกบัญชีที่อาจเกิดขึ้น เช่น การบันทึกค่าธรรมเนียม, การบันทึกดอกเบี้ยจ่าย และการขอคืนภาษีซื้อ (VAT) หรือหัก ณ ที่จ่าย หมายเหตุ 4. เพิ่มการอ่านข้อมูล (OCR) จากไฟล์ PDF ในเมนูคลังเอกสาร ช่วยให้สามารถดึงข้อมูลมาใช้ในการสร้างเอกสารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ BASIC ขึ้นไป ที่ใช้งานคลังเอกสาร Highlight : พัฒนาระบบ  OCR ให้รองรับไฟล์ PDF โดยระบบตรวจสอบข้อมูลจากไฟล์รูปภาพในคลังเอกสารให้สามารถอ่านข้อมูลจากไฟล์ และแนะนำข้อมูลสำคัญ เช่น สินค้า เลขที่เอกสาร ประเภทภาษี จำนวนเงิน มูลค่า และอัตราภาษี พร้อมเพิ่มสัญลักษณ์แสดงสถานะ ช่วยลดเวลาการกรอกข้อมูลเอกสารด้วยตนเอง หมายเหตุ

30 มี.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุปอัตราภาษีป้ายปี 2569 พร้อมกำหนดการยื่นภาษีที่ผู้ประกอบการควรรู้

ธุรกิจจำนวนมากใช้ ป้ายโฆษณา ป้ายหน้าร้าน หรือป้ายชื่อกิจการ เพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างการรับรู้แบรนด์ แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ป้ายเหล่านี้เข้าข่ายต้องเสีย ภาษีป้าย ตามกฎหมาย หากไม่ยื่นภาษี หรือยื่นล่าช้า อาจมีค่าปรับหรือเงินเพิ่มตามมาได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการเข้าใจว่าป้ายแบบไหนต้องเสียภาษี อัตราเท่าไร และต้องยื่นเมื่อไร จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการทุกคน ภาษีป้าย คืออะไร ภาษีป้าย คือ ภาษีที่จัดเก็บจากป้ายที่ใช้แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือโฆษณาสินค้าและบริการ โดยจัดเก็บโดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล หรือ อบต. ไม่ใช่กรมสรรพากร วัตถุประสงค์ของภาษีป้าย ได้แก่ ป้ายแบบไหนต้องเสียภาษีป้าย สรุปง่าย ๆ คือ หากป้ายนั้นมีไว้เพื่อธุรกิจ ส่วนใหญ่จะเข้าข่ายต้องเสียภาษี ป้ายแบบไหนที่ได้รับการยกเว้นภาษีป้าย แม้ว่าป้ายส่วนใหญ่จะต้องเสียภาษี แต่ก็มีบางกรณีที่ป้ายบางประเภทได้รับการยกเว้น เช่น *ทั้งนี้รายละเอียดอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นอีกครั้ง อัตราภาษีป้ายปี 2569 การคำนวณภาษีป้ายจะคิดจาก ขนาดพื้นที่ของป้าย (ตารางเซนติเมตร) โดยมีหลักการคำนวณดังนี้ จากนั้นนำพื้นที่ที่ได้ไปคำนวณตามอัตราภาษีป้าย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะของป้าย (อ้างอิงอัตราภาษีป้ายล่าสุด จนถึงปัจจุบันในปี 2569 ) ประเภทที่ 1 : ป้ายที่มีอักษรไทยล้าน ก. ป้ายที่มีข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนข้อความอื่นได้ 10 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ข. ป้ายทั่วๆไป ไม่มีข้อความเคลื่อนที่หรือ้ลปี่ยนข้อความอื่นได้ 5 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ประเภทที่ 2 : ป้ายไทยปนต่างประเทศ / รูปภาพ / สัญลักษณ์(โดยภาษาไทยต้องอยู่ด้านบน) ก. ป้ายที่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนข้อความเครื่องหมายหรือภาพอื่นได้ 52 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ข. ป้ายทั่วๆไป ที่ไม่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนข้อความเครื่องหมายหรือภาพอื่นได้ 26 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ประเภทที่ 3 : ป้ายไม่มีภาษาไทย / ไทยอยู่ต่ำกว่าต่างประเทศ ก. ป้ายที่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนข้อความเครื่องหมายหรือภาพอื่นได้ 52 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. ข. ป้ายทั่วๆไป ที่ไม่มีข้อความ เครื่องหมาย หรือภาพที่เคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนข้อความเครื่องหมายหรือภาพอื่นได้ 50 บาท ต่อ 500 ตร.ซม. เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้ กำหนดการยื่นภาษีป้าย ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายตามช่วงเวลาที่กำหนด คือ ยื่นภายในเดือนมีนาคมของทุกปี หรือหากติดป้ายใหม่ ต้องยื่นภายใน 15 วันนับจากวันที่ติดตั้ง สามารถติดต่อยื่นได้ที่ หากไม่ยื่นภาษีป้ายจะมีโทษอย่างไร หากพบว่ามีการจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท และยังมีบทลงโทษในกรณีอื่นๆ ดังนี้ ขั้นตอนการ “แจ้งเลิกใช้ป้าย” เมื่อปิดกิจการหรือรื้อถอน หากมีการเลิกใช้ป้าย เช่น ปิดกิจการ หรือรื้อถอนป้าย ควรดำเนินการแจ้งกับหน่วยงานท้องถิ่น ขั้นตอนโดยทั่วไปคือ เพื่อป้องกันการถูกเรียกเก็บภาษีในปีถัดไปโดยไม่จำเป็น การจัดการข้อมูลธุรกิจและภาษีให้เป็นระบบ การจัดการภาษีป้ายให้ถูกต้องเป็นหน้าที่สำคัญที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรมองข้าม เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเรียกเก็บค่าปรับและเงินเพิ่มย้อนหลัง การหมั่นตรวจสอบขนาดประเภทของป้าย และยื่นแบบแสดงรายการตามกำหนดเวลา จะช่วยให้การบริหารจัดการต้นทุนธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากภาษีป้ายแล้ว ในการทำธุรกิจยังมีภาษีอื่น ๆ ด้วยเช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี อาจทำให้ ข้อมูลตกหล่น ยื่นภาษีผิด หรือเสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถช่วยให้การจัดการภาษีและบัญชีเป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น เพื่อให้การจัดการค่าใช้จ่ายและภาษีของธุรกิจคุณครบวงจรยิ่งขึ้น PEAK ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate (OFM) ที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำนักงาน ปริ้นเตอร์ สินค้าไอที หรือเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง เพื่อนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในโปรแกรมบัญชี PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย (FAQs) 1. ป้ายขนาดเล็กต้องเสียภาษีป้ายหรือไม่ บางกรณีอาจได้รับการยกเว้น ขึ้นอยู่กับขนาดและเงื่อนไขของท้องถิ่น 2. ภาษีป้ายต้องยื่นทุกปีหรือไม่ จำเป็นต้องยื่นทุกปี หากยังคงใช้ป้ายอยู่ 3. หากติดป้ายใหม่ระหว่างปีต้องทำอย่างไร ต้องยื่นภาษีภายใน 15 วันนับจากวันที่ติดตั้งป้าย 4. สามารถชำระภาษีป้ายทางออนไลน์ได้หรือไม่ บางพื้นที่รองรับการชำระออนไลน์ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่น 5. ป้าย Digital Screen หรือป้ายไฟวิ่ง ต้องเสียภาษีอย่างไร ถือเป็นป้ายโฆษณาเช่นเดียวกัน และต้องเสียภาษีตามประเภทและขนาดของป้าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

30 มี.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ทำธุรกิจส่วนตัวเสียภาษียังไง? เจ้าของกิจการมือใหม่ต้องรู้

การทำธุรกิจส่วนตัวเสียภาษียังไง? เป็นคำถามยอดฮิตที่เจ้าของกิจการมือใหม่มักสงสัย เพราะเมื่อมีรายได้เข้ามา สิ่งที่ตามมาคือหน้าที่ทางภาษีที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นมีภาษีอะไรที่ต้องเสียบ้าง ทำธุรกิจส่วนตัว ต้องเสียภาษียังไงบ้าง เรื่องภาษีนับว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเจ้าของกิจการ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม โดยภาษีหลักๆ ที่เกี่ยวข้องมีดังนี้: 1. ภาษีเงินได้ ภาษีแรกคือ ภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นภาษีที่คิดจากเงินได้ทั้งหมดในการดำเนินธุรกิจของคุณ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือในนามนิติบุคคลก็ต้องเสียภาษีนี้ แต่จะมีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ภาษีเงินได้ต้องยื่นเมื่อไหร่: ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เงินได้สุทธิ / กำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 0 – 150,000 ได้รับการยกเว้น ได้รับการยกเว้น 150,001 – 300,000 5% ได้รับการยกเว้น 300,001 – 500,000 10% 15% 500,001 – 750,000 15% 15% 750,001 – 1,000,000 20% 15% 1,000,001 – 2,000,000 25% 20% 2,000,001 – 3,000,000 30% 20% 3,000,001 – 5,000,000 30% 20% เกิน 5,000,000 ขึ้นไป 35% 20% 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับธุรกิจที่จด VAT แล้ว จะต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กรมสรรพากรทุกเดือน ซึ่งภาษีนี้ไม่ใช่ภาษีที่ธุรกิจออกเอง แต่เป็นการเก็บจากลูกค้าเพิ่ม 7% ของราคาสินค้าหรือบริการ โดยธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทจำเป็นต้องจด VAT ตามกฎหมาย ภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นเมื่อไหร่: ยื่นภายในวันที่ 15 หรือ 23 ของเดือนถัดไปกรณียื่นออนไลน์ ข้อควรรู้! : ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาก็มีความจำเป็นต้องจด VAT หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท 3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีที่กิจการต้องหักออกจากค่าบริการเพื่อนำส่งสรรพากร โดยการให้บริการแต่ละประเภทจะมีอัตราภาษีที่ต้องหักแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และสถานะของผู้ให้บริการ เช่น บริษัท A จ้าง นาย B รีวิวสินค้า ถือค่าจ้างอาชีพอิสระ หมายความว่า บริษัท A ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้าง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายยื่นเมื่อไหร่: ยื่นภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไปกรณียื่นออนไลน์ 4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกเหนือจากการทำธุรกิจทั่วไป จะมีธุรกิจบางประเภทที่ต้องเสียภาษีที่เรียกว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งไม่ว่าคุณจะประกอบกิจการในนามใดก็ตาม หากธุรกิจเข้าข่ายประเภทนี้ก็ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนี้ด้วย โดยมีทั้งหมด 8 ประเภท ประเภทธุรกิจ อัตราภาษี ธุรกิจธนาคาร (รวมไปถึงการให้กู้ยืมเงิน) 3% ธุรกิจประกันชีวิต 3% ธุรกิจรับจำนำ 2.5% ธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์ 0.1% ธุรกิจขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ 0.1% ธุรกิจการซื้อและขายคืนหลักทรัพย์ 3% ธุรกิจแฟ็กเตอริง (บริการทางการเงินช่วยเพิ่มสภาพคล่อง) 3% การประกอบกิจการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 469 0.01% ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวในนามบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษียังไง สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจค้าขาย เปิดร้านค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ หรือมีรายได้มากกว่า 1 ทาง จะต้องยื่นภาษีแตกต่างจากบุคคลธรรมดาที่มีเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องมีการยื่นดังนี้ ธุรกิจต้องจด VAT เมื่อไหร่ การจด VAT เป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญ หากธุรกิจของเราไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เมื่อถึงเกณฑ์กำหนดจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร และเกี่ยวกับธุรกิจอย่างไร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือ ภาษีที่จัดเก็บล่วงหน้าเมื่อมีการจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง โดยผู้จ่ายต้องเป็นคนหักออกจากค่าจ้าง โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทเงินได้ กรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย : ธุรกิจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายเงินค่าจ้างในประเภทที่ตรงกับเงื่อนไขของกรมสรรพากร และยอดรวมเกิน 1,000 บาท โดยให้หักออกจากยอดรวมก่อนบวก VAT อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อย ประเภทเงินได้ อัตราภาษี เงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า ค่าจ้างฟรีแลนซ์ หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า ค่าจ้างรีวิวสินค้าลงบนช่องทางของอินฟลูเอนเซอร์เอง 2.00% ค่าส่งของบริษัทเอกชน 1.00% วิธีนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องนำส่งทุกเดือนด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 (กรณีจ้างบุคคลธรรมดา) หรือ ภ.ง.ด.53 (กรณีจ้างนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป โดยสามารถยื่นได้ทั้งแบบออนไลน์ผ่านระบบ e-filling หรือสามารถเดินทางไปยื่นได้ด้วยตัวเองสำนักงานสรรพากรในพื้นที่ เจ้าของธุรกิจต้องยื่นภาษีอะไรบ้างในแต่ละปี สรุปอีกครั้งว่ามีแบบภาษีอะไรบ้างที่เจ้าของกิจการต้องยื่นในแต่ละปี โดยจะไม่รวมแบบภาษีรายเดือน ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ภาษีที่ยื่นเมื่อรายได้รวมครึ่งปีตั้งแต่เดือน มกราคม – มิถุนายน ของเราที่อยู่ในประเภท 40(5) – 40(8) มีรายได้รวมเกิน 60,000 บาท (โสด) และ 120,000 บาท (สมรส) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรายได้จากการทำธุรกิจค้าขาย ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกรกฎาคม – กันยายน ของปีภาษีนั้น ๆ  ภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90 / 91) สำหรับภาษีประจำปียื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับเงินได้ทุกประเภท ส่วนใหญ่จะเป็นฟรีแลนซ์ที่มีงานเสริมนอกเหนือจากงานประจำอย่างเดียว และ ภ.ง.ด.91 ที่เป็นแบบรวมเงินได้เฉพาะเงินเดือนงานประจำเท่านั้น โดยต้องยื่นภายในเดือน มกราคม – มีนาคม ของปีถัดไป ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 / 51) ใครจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วต้องยื่นภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.50 ภาษีรวมสิ้นปี และ ภ.ง.ด.51 ภาษีครึ่งปี วิธีจัดการภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การจัดการภาษีเป็นสิ่งที่สามารถวางแผนล่วงหน้าเพื่อวางระบบให้ดี เพื่อการจัดการที่ง่ายขึ้น ป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เราขอแนะนำให้ธุรกิจควรเริ่มต้นวางรากฐานที่ดีตั้งแต่ช่วงแรกของการทำธุรกิจ แยกบัญชีเงินส่วนตัวกับธุรกิจ เริ่มแรกควรแยกบัญชีเงินส่วนตัวกับบัญชีของธุรกิจ เพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวกระแสเงินสดจริง ๆ ของธุรกิจ ไม่มีค่าใช้จ่ายเงินส่วนตัวเข้ามาปะปน สามารถคำนวณรายรับ – รายจ่ายของธุรกิจเพื่อคำนวณภาษีได้ถูกต้องมากขึ้น เก็บเอกสารรายรับรายจ่ายให้ครบ เอกสารรายจ่ายใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ถ้ามีการตรวจสอบจากกรมสรรพากรเราก็จะมีหลักฐานครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการข้อมูล การบริหารจัดการภาษีมาพร้อมกับข้อมูลมากมายที่ต้องจัดเก็บ การมีโปรแกรมบัญชีช่วยจัดการข้อมูลไม่ว่าจะเป็นรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจ เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ช่วยให้เรื่องภาษีง่ายยิ่งขึ้น บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้ายนี้ทุกท่านน่าจะได้คำตอบกันแล้วว่าธุรกิจส่วนตัวเสียภาษียังไงบ้าง สามารถนำความรู้นี้ไปใช้สำหรับวางแผนจัดการด้านภาษีให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เพื่อรากฐานที่แข็งแรงต่อการเติบโตในอนาคต PEAK พร้อมเป็นตัวช่วยจัดการภาษีและบัญชีอย่างมืออาชีพ มาพร้อมฟีเจอร์ PEAK Tax ที่ช่วยเตรียมแบบยื่นภาษีออนไลน์ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ PEAK ยังจับมือกับ OfficeMate (OFM) พาร์ทเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยอุปกรณ์สำนักงาน ไอที และเฟอร์นิเจอร์แบบครบวงจร  โดยคุณสามารถเลือกซื้อเก้าอี้สำนักงานเพื่อสุขภาพหรืออุปกรณ์ต่างๆ ผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัยของ OfficeMate และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

11 มี.ค. 2026

PEAK Account

3 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 11/03/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. เพิ่มปุ่ม “คัดลอกลิงก์” ที่ปุ่มส่งเอกสารในหน้าข้อมูลเอกสาร ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถส่งเอกสารให้คู่ค้าได้เร็วยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานทุกแพ็กเกจที่ส่งเอกสารด้วยการคัดลอกลิงก์ Highlight : ระบบได้เพิ่มตัวเลือก “คัดลอกลิงก์” ที่ปุ่มส่งเอกสารในหน้าข้อมูลเอกสาร เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถส่งลิงก์เอกสารได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดหน้าพิมพ์เอกสาร(Online View) ช่วยลดขั้นตอนการทำงานและทำให้การส่งเอกสารสะดวกรวดเร็วมากขึ้น 2. เพิ่มตัวเลือก “ลืม PIN Code” เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถรีเซ็ตรหัสผ่านได้ด้วยตัวเอง ด้วยการยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD ช่วยลดขั้นตอนในการเปลี่ยน PIN Code กรณีลืมรหัสผ่านได้สะดวกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่เปิดใช้งาน PIN Code แล้วลืมรหัส PIN Code Highlight : เพิ่มช่องทางให้ผู้ใช้งานสามารถกด “ลืม PIN Code” เพื่อเปลี่ยนรหัส PIN Code ได้ด้วยตนเอง โดยเป็นการยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD โดยการสแกน QR Code เพื่อยืนยันตัวตน และเมื่อยืนยันตัวตนแล้วระบบจะพาไปหน้าตั้งรหัสผ่านใหม่ ช่วยลดขั้นตอนในการเปลี่ยน PIN Code กรณีลืมรหัสผ่านได้สะดวกยิ่งขึ้น หมายเหตุ: 3. เพิ่มการแสดงผล “แยก” ในส่วนของข้อมูลที่อยู่ ในแบบ ภ.ง.ด. บน PEAK TAX ช่วยให้ข้อมูลในแบบภาษีครบถ้วนมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งาน PEAK TAX Highlight : ปรับการแสดงผลข้อมูลในแบบ ภ.ง.ด. โดยเพิ่มการแสดงผลข้อมูล “แยก” ในข้อมูลที่อยู่ให้ตรงกับรูปแบบของเอกสารภาษี ช่วยให้การตรวจสอบข้อมูลก่อนยื่นแบบภาษีทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หมายเหตุ: 

11 มี.ค. 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 11/03/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Added a “Copy Link” button directly on the document page to help users share documents with partners more quickly Suitable for: Users on all plans who share documents via link Highlight: A new “Copy Link” option has been added to the Send Document button on the document information page. Users can now copy and share the document link instantly without opening the online View page. This reduces steps and makes document sharing faster and more convenient. 2. Added “Forgot your PIN Code” option for self-service PIN reset via ThaiD verification. Suitable for: Users who have enabled a PIN Code but forgot their PIN Highlight: Users can now select “Forgot PIN Code” to reset their PIN themselves through identity verification using ThaiD. Verification is completed by scanning a QR Code. Once identity verification is successful, users will be redirected to set a new PIN Code. This simplifies the process and makes resetting a forgotten PIN much more convenient. Note: 3. Added “Lane”(Yaek) field display in P.N.D. forms on PEAK TAX. Suitable for: PEAK TAX users Highlight: The P.N.D. TAX form display has been updated to include the “Lane” (Yaek) field within the address section, aligning with the official tax document format. This ensures more complete address information and makes it easier to review details before submitting tax forms. Note: