
การทำธุรกิจส่วนตัวเสียภาษียังไง? เป็นคำถามยอดฮิตที่เจ้าของกิจการมือใหม่มักสงสัย เพราะเมื่อมีรายได้เข้ามา สิ่งที่ตามมาคือหน้าที่ทางภาษีที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นมีภาษีอะไรที่ต้องเสียบ้าง
ทำธุรกิจส่วนตัว ต้องเสียภาษียังไงบ้าง
เรื่องภาษีนับว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเจ้าของกิจการ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม โดยภาษีหลักๆ ที่เกี่ยวข้องมีดังนี้:
1. ภาษีเงินได้
ภาษีแรกคือ ภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นภาษีที่คิดจากเงินได้ทั้งหมดในการดำเนินธุรกิจของคุณ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือในนามนิติบุคคลก็ต้องเสียภาษีนี้ แต่จะมีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน
- ทำธุรกิจส่วนตัวในนามบุคคลธรรมดา: เสียภาษีแบบขั้นบันได โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับรายได้ ถ้ารายได้น้อยจะมีอัตราภาษีที่น้อย แต่ถ้ารายได้เยอะขึ้นมีโอกาสเสียสูงสุด 35% เลยทีเดียว
- ทำธุรกิจในนามนิติบุคคล: อัตราภาษีขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท และรายได้ โดยแบ่งได้สองแบบดังนี้
- เป็นบริษัท SME มีการแบ่งอัตราภาษีเป็นสามขั้น เริ่มต้นที่ยกเว้นภาษี, 15% และ 20%
- เป็นบริษัททั่วไปจะใช้อัตราภาษีที่ 20% เท่ากันทั้งหมด ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ก็ตาม
ภาษีเงินได้ต้องยื่นเมื่อไหร่: ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี
ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
| เงินได้สุทธิ / กำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา | อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล |
| 0 – 150,000 | ได้รับการยกเว้น | ได้รับการยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% | ได้รับการยกเว้น |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 15% |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 15% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% | 20% |
| 2,000,001 – 3,000,000 | 30% | 20% |
| 3,000,001 – 5,000,000 | 30% | 20% |
| เกิน 5,000,000 ขึ้นไป | 35% | 20% |
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
สำหรับธุรกิจที่จด VAT แล้ว จะต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กรมสรรพากรทุกเดือน ซึ่งภาษีนี้ไม่ใช่ภาษีที่ธุรกิจออกเอง แต่เป็นการเก็บจากลูกค้าเพิ่ม 7% ของราคาสินค้าหรือบริการ โดยธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทจำเป็นต้องจด VAT ตามกฎหมาย
ภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นเมื่อไหร่: ยื่นภายในวันที่ 15 หรือ 23 ของเดือนถัดไปกรณียื่นออนไลน์
ข้อควรรู้! : ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาก็มีความจำเป็นต้องจด VAT หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท
3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เป็นภาษีที่กิจการต้องหักออกจากค่าบริการเพื่อนำส่งสรรพากร โดยการให้บริการแต่ละประเภทจะมีอัตราภาษีที่ต้องหักแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และสถานะของผู้ให้บริการ เช่น บริษัท A จ้าง นาย B รีวิวสินค้า ถือค่าจ้างอาชีพอิสระ หมายความว่า บริษัท A ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้าง
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายยื่นเมื่อไหร่: ยื่นภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไปกรณียื่นออนไลน์
4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ
นอกเหนือจากการทำธุรกิจทั่วไป จะมีธุรกิจบางประเภทที่ต้องเสียภาษีที่เรียกว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งไม่ว่าคุณจะประกอบกิจการในนามใดก็ตาม หากธุรกิจเข้าข่ายประเภทนี้ก็ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนี้ด้วย โดยมีทั้งหมด 8 ประเภท
| ประเภทธุรกิจ | อัตราภาษี |
| ธุรกิจธนาคาร (รวมไปถึงการให้กู้ยืมเงิน) | 3% |
| ธุรกิจประกันชีวิต | 3% |
| ธุรกิจรับจำนำ | 2.5% |
| ธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์ | 0.1% |
| ธุรกิจขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ | 0.1% |
| ธุรกิจการซื้อและขายคืนหลักทรัพย์ | 3% |
| ธุรกิจแฟ็กเตอริง (บริการทางการเงินช่วยเพิ่มสภาพคล่อง) | 3% |
| การประกอบกิจการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 469 | 0.01% |
ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวในนามบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษียังไง
สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจค้าขาย เปิดร้านค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ หรือมีรายได้มากกว่า 1 ทาง จะต้องยื่นภาษีแตกต่างจากบุคคลธรรมดาที่มีเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องมีการยื่นดังนี้
- ยื่นภาษีเงินได้ครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) เป็นแบบภาษีครึ่งปี (ม.ค. – มิ.ย.) ที่คำนวณเงินได้ประเภท 5-8 และมีรายได้เกิน 60,000 บาท (โสด) หรือ 120,000 บาท (สมรส) หมายความว่า ใครขายของออนไลน์ที่เป็นเงินได้ประเภทที่ 8 และรายได้รวมเกิน 60,000 – 120,000 บาทก็ต้องยื่นภาษีครึ่งปีนี้ด้วย
- ภาษีเงินได้ประจำปี (ภ.ง.ด.90) สำหรับแบบยื่นนี้จะต้องยื่นทุกคนอยู่แล้ว โดยเป็นการคำนวณภาษีจากรายได้ของทั้งปีรวมกัน
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ที่รับจ้างทำงานให้กับบริษัท จะถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้อยู่แล้ว สามารถนำมาคำนวณเป็นภาษีที่ชำระไว้ล่วงหน้าได้
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): ถ้าธุรกิจของเรามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นภาษีนี้ให้กรมสรรพากรทุกเดือน
ธุรกิจต้องจด VAT เมื่อไหร่
การจด VAT เป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญ หากธุรกิจของเราไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เมื่อถึงเกณฑ์กำหนดจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปี คือ เมื่อธุรกิจของเรามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ให้ดำเนินการจดภายใน 30 วันหลังครบกำหนด ซึ่งเกณฑ์นี้มีไว้เพื่อกำหนดว่าธุรกิจไหนจำเป็นต้องจด VAT ทันที ทั้งนี้ถ้ารายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวก็สามารถจด VAT ได้เช่นกัน
- กรณีที่ควรจด VAT แม้รายได้ยังไม่ถึง ถ้าเราลองคาดการณ์รายได้ของทั้งปีแล้ว มีแนวโน้มสูงที่จะเกิน 1.8 ล้านบาท สามารถจด VAT ได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเกณฑ์แล้วค่อยจด นอกจากนี้ถ้าอยากเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ การจด VAT ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน
- หน้าที่ของผู้ประกอบการจด VAT เมื่อจด VAT แล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากลูกค้า โดยบวกเพิ่มไปกับค่าสินค้า หรือบริการ หลังจากนั้นธุรกิจต้องทำการยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือนภายในวันที่ 15 เดือนถ้าไป หรือภายในวันที่ 23 ถ้ายื่นออนไลน์
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร และเกี่ยวกับธุรกิจอย่างไร
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือ ภาษีที่จัดเก็บล่วงหน้าเมื่อมีการจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง โดยผู้จ่ายต้องเป็นคนหักออกจากค่าจ้าง โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทเงินได้
กรณีที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย : ธุรกิจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายเงินค่าจ้างในประเภทที่ตรงกับเงื่อนไขของกรมสรรพากร และยอดรวมเกิน 1,000 บาท โดยให้หักออกจากยอดรวมก่อนบวก VAT
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อย
| ประเภทเงินได้ | อัตราภาษี |
| เงินเดือน | หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า |
| ค่าจ้างฟรีแลนซ์ | หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า |
| ค่าจ้างรีวิวสินค้าลงบนช่องทางของอินฟลูเอนเซอร์เอง | 2.00% |
| ค่าส่งของบริษัทเอกชน | 1.00% |
วิธีนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องนำส่งทุกเดือนด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 (กรณีจ้างบุคคลธรรมดา) หรือ ภ.ง.ด.53 (กรณีจ้างนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป โดยสามารถยื่นได้ทั้งแบบออนไลน์ผ่านระบบ e-filling หรือสามารถเดินทางไปยื่นได้ด้วยตัวเองสำนักงานสรรพากรในพื้นที่
เจ้าของธุรกิจต้องยื่นภาษีอะไรบ้างในแต่ละปี
สรุปอีกครั้งว่ามีแบบภาษีอะไรบ้างที่เจ้าของกิจการต้องยื่นในแต่ละปี โดยจะไม่รวมแบบภาษีรายเดือน
ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94)
ภาษีที่ยื่นเมื่อรายได้รวมครึ่งปีตั้งแต่เดือน มกราคม – มิถุนายน ของเราที่อยู่ในประเภท 40(5) – 40(8) มีรายได้รวมเกิน 60,000 บาท (โสด) และ 120,000 บาท (สมรส) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรายได้จากการทำธุรกิจค้าขาย ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกรกฎาคม – กันยายน ของปีภาษีนั้น ๆ
ภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90 / 91)
สำหรับภาษีประจำปียื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับเงินได้ทุกประเภท ส่วนใหญ่จะเป็นฟรีแลนซ์ที่มีงานเสริมนอกเหนือจากงานประจำอย่างเดียว และ ภ.ง.ด.91 ที่เป็นแบบรวมเงินได้เฉพาะเงินเดือนงานประจำเท่านั้น โดยต้องยื่นภายในเดือน มกราคม – มีนาคม ของปีถัดไป
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 / 51)
ใครจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วต้องยื่นภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.50 ภาษีรวมสิ้นปี และ ภ.ง.ด.51 ภาษีครึ่งปี
- ภ.ง.ด.50: แบบสำหรับยื่นรายได้ และค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี โดยต้องยื่นแบบภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี
- ภ.ง.ด.51: แบบสำหรับประมาณการกำไรครึ่งปี และชำระภาษี 50% ของรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อแบ่งเบาภาระทางภาษีของธุรกิจ โดยยื่นแบบภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี
วิธีจัดการภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ
การจัดการภาษีเป็นสิ่งที่สามารถวางแผนล่วงหน้าเพื่อวางระบบให้ดี เพื่อการจัดการที่ง่ายขึ้น ป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เราขอแนะนำให้ธุรกิจควรเริ่มต้นวางรากฐานที่ดีตั้งแต่ช่วงแรกของการทำธุรกิจ
แยกบัญชีเงินส่วนตัวกับธุรกิจ
เริ่มแรกควรแยกบัญชีเงินส่วนตัวกับบัญชีของธุรกิจ เพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวกระแสเงินสดจริง ๆ ของธุรกิจ ไม่มีค่าใช้จ่ายเงินส่วนตัวเข้ามาปะปน สามารถคำนวณรายรับ – รายจ่ายของธุรกิจเพื่อคำนวณภาษีได้ถูกต้องมากขึ้น
เก็บเอกสารรายรับรายจ่ายให้ครบ
เอกสารรายจ่ายใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ถ้ามีการตรวจสอบจากกรมสรรพากรเราก็จะมีหลักฐานครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้
ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการข้อมูล
การบริหารจัดการภาษีมาพร้อมกับข้อมูลมากมายที่ต้องจัดเก็บ การมีโปรแกรมบัญชีช่วยจัดการข้อมูลไม่ว่าจะเป็นรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจ เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ช่วยให้เรื่องภาษีง่ายยิ่งขึ้น บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้ายนี้ทุกท่านน่าจะได้คำตอบกันแล้วว่าธุรกิจส่วนตัวเสียภาษียังไงบ้าง สามารถนำความรู้นี้ไปใช้สำหรับวางแผนจัดการด้านภาษีให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เพื่อรากฐานที่แข็งแรงต่อการเติบโตในอนาคต
PEAK พร้อมเป็นตัวช่วยจัดการภาษีและบัญชีอย่างมืออาชีพ มาพร้อมฟีเจอร์ PEAK Tax ที่ช่วยเตรียมแบบยื่นภาษีออนไลน์ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ PEAK ยังจับมือกับ OfficeMate (OFM) พาร์ทเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยอุปกรณ์สำนักงาน ไอที และเฟอร์นิเจอร์แบบครบวงจร
โดยคุณสามารถเลือกซื้อเก้าอี้สำนักงานเพื่อสุขภาพหรืออุปกรณ์ต่างๆ ผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัยของ OfficeMate และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง
- Facebook : https://www.facebook.com/officemate.co.th
- Line :https://page.line.me/tte5109d
- Instagram : https://www.instagram.com/officemate_thailand
- Linkedin : https://www.linkedin.com/company/officemate
- Tiktok: https://www.tiktok.com/@officemate_thailand?lang=en
- Website : https://www.ofm.co.th
